
ข้าวไรซ์เบอร์รี่เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงปลูกได้ตลอดทั้งปี พื้นที่หรือฤดูตรงกับช่วงอากาศเย็นจะทำให้ผลผลิตสีเมล็ดข้าวกล้อง มีสีเข้ม
- 1) การเตรียมแปลงปลูกข้าว
- 2) การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
- 3) การปลูกพืชเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเคมี
- 4) การควบคุมวัชพืช
- 5) การเตรียมเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าว
- 6) การปลูกแบบปักดำ
- 7) การจัดการน้ำในแปลงนา
- 8) การจัดการโรคและแมลงของข้าวอินทรีย์
- 9) การเก็บเกี่ยวข้าว
- 10) การตากข้าวและการจัดเก็บผลผลิต

1) การเตรียมแปลงปลูกข้าว
เป็นการเตรียมดินโดยใช้เครื่องมือทุ่นแรง ประกอบด้วย
- การไถดะ คือ การพลิกหน้าดิน ตากดินให้แห้ง ตลอดจนเป็น การคลุกเคล้าฟาง วัชพืช ฯลฯ ลงไปในดิน เครื่องมือที่ใช้ อาจเป็น รถไถเดิน ตามจนถึง รถแทรกเตอร์ แล้วปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์
- การไถแปร คือ การไถครั้งที่สองหลังจากที่ไถดะและตากดิน ไว้แล้วระยะหนึ่งการไถครั้งนี้เพื่อจะพลิกดินกลับขึ้นมาอีกครั้งและทำให้สะดวกในการคราดต่อไป
- การคราดหรือใช้ลูกทุบ คือ การกำจัดวัชพืช ตลอดจนการทำให้ดินแตกตัว และเป็นเทือกพร้อมที่จะปักดำหรือหว่านได้ ขั้นตอนนี้ต้องมีการขังน้ำไว้ระยะหนึ่งแล้ว เพื่อให้มีสภาพดินที่เหมาะสมในการคราด การใช้ลูกทุบหรือเครื่องไถพรวนจอบหมุน (Rotary)
2) การจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน
เนื่องจากการปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ด้วยระบบเกษตรอินทรีย์งดใช้ปุ๋ยเคมี ดังนั้นการเลือกพื้นที่ปลูกที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์สูงตามธรรมชาติ จึงเป็นการเริ่มต้นที่ได้เปรียบ เพื่อที่จะรักษาระดับผลผลิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ นอกจากนี้เกษตรกรยังต้องรู้จักการจัดการดินที่ถูกต้อง และพยายามรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน ให้เหมาะสมกับการปลูกข้าวอินทรีย์ให้ได้ผลดีและยั่งยืนมากที่สุดอีกด้วย
คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดิน สำหรับการผลิตข้าวอินทรีย์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ การจัดการดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการใช้วัสดุอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี
2.1) การจัดการดิน
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการจัดการเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินให้เหมาะสมกับการใช้ปลูกข้าวอินทรีย์ ดังนี้
- ไม่เผาตอซัง ฟางข้าว และเศษวัสดุอินทรีย์ในแปลงนา เพราะเป็นการทำลายอินทรีย์วัตถุ และจุลินทรีย์ในดินที่มีประโยชน์
- ไม่นำชิ้นส่วนของพืชที่ไม่ใช้ประโยชน์โดยตรงออกจากแปลงนา แต่ควรนำวัสดุอินทรีย์จากแหล่งใกล้เคียงใส่แปลงนา ให้สม่ำเสมอทีละเล็กละน้อย
- เพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับดินโดยการปลูกพืชตระกูลถั่วในที่ว่าง บริเวณพื้นที่นาตามความเหมาะสม แล้วใช้อินทรีย์วัตถุที่เกิดขึ้นในระบบไร่นาให้เกิดประโยชน์ต่อการปลูกข้าว
- ไม่ควรปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่าก่อนการปลูกข้าวและหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแต่ควรปลูกพืชคลุมดินโดยเฉพาะพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วพร้า โสน เป็นต้น เน้นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน
- ป้องกันการสูญเสียหน้าดินเนื่องจากการชะล้าง โดยใช้วัสดุคลุมดิน พืชคลุมดิน และควรมีการไถพรวนอย่างถูกวิธี

2.2) ปุ๋ยอินทรีย์
งดการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด และนำปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติมาใช้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์จากธรรมชาติมีความเข้มข้นของธาตุอาหาหลักค่อนข้างต่ำ จึงต้องใช้ในปริมาณที่สูงกว่าและอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการปลูกข้าวอินทรีย์ และถ้าหากมีการจัดการที่ไม่เหมาะสมกับจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต ดังนั้นจึงควรเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับพื้นที่อยู่อย่างสม่ำเสมอ
- ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลสัตว์ ได้แก่ มูลสัตว์ต่างๆ ซึ่งอาจนำมาจากภายนอก หรือจัดการผลิตขึ้นในบริเวณไร่นา นอกจากนี้ท้องนาในชนบทหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว มักจะปล่อยให้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ โดยให้แทะเล็มตอซังและหญ้าต่างๆ มูลสัตว์ที่ถ่ายออกมาปะปนกับเศษซากพืชก็จะเป็นการเพิ่มอินทรีย์วัตถุในนาอีกทางหนึ่ง
- ปุ๋ยหมัก ควรจัดทำในพื้นที่นาหรือบริเวณที่อยู่ไม่ห่างจากแปลงนามากนัก เพื่อความสะดวกในการใช้ ควรใช้เชื้อจุลินทรีย์ในการทำปุ๋ยหมักเพื่อช่วยให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้น และเก็บรักษาให้ถูกต้องเพื่อลดการสูญเสียธาตุอาหาร *** การใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักควรใส่ก่อนการไถดะ ประมาณ 1 เดือน ปลดปล่อยธาตุอาหารที่สมบูรณ์ อัตรา 300-500 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบไปพร้อมกับการไถครั้งแรก
การเตรียมปุ๋ยหมักน้ำ
ปุ๋ยน้ำหมัก (พด.2) เป็นปุ๋ยน้ำที่ได้จากการย่อยสลายเศษวัสดุเหลือใช้จากส่วนต่างๆ ของพืชหรือสัตว์โดยผ่านกระบวนการหมักในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน มีจุลินทรีย์ทําหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืชและซากสัตว์เหล่านั้นให้กลายเป็นสารละลาย รวมถึงการใช้เอนไซม์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือมีการเติมเอนไซม์เพื่อเร่งการย่อยสลาย ทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
วิธีการทำ
- นำเศษพืชผัก ผลไม้ทั้งดิบและสุก เปลือกผลไม้ที่เตรียมไว้ลงผสมกับกากน้ำตาล คลุกเคล้าให้ เข้ากันใส่ลงไปในถัง ถ้ามีปริมาณมากเกินไปให้โรยทับสลับกันเป็นชั้นๆ คลุกให้เขากันแล้วเรียงเป็นชั้นๆ ไป
- นำ พด. 2 ละลายน้ำแล้วใส่ลงถังคนให้เข้ากัน
- ปิดฝาให้สนิทไม่ให้อากาศเข้า เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีในการย่อยสลาย
- เก็บไว้ที่ร่มอย่าให้โดนแสงแดดหรือฝน
- หมักไว้ประมาณ 20-30 วันจึงนำมาใช้
- ในระหว่างการหมัก หลังจากหมักไปแล้วประมาณ 10 วัน เปิดฝาเพื่อระบายแก๊สจากการหมัก
วิธีการใช้
- ผสมน้ำหมักชีวภาพกับน้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1:20
- เริ่มให้ปุ๋ยเมื่อพืชเริ่มงอกหรือก่อนที่แมลงจะมารบกวน 2 สัปดาห์/ครั้ง
- ใช้ได้กับพืชทุกชนิด
- ควรฉีดในตอนเช้าหรือหลังฝนตก และควรให้อย่างสม่ำเสมอ
- ปุ๋ยพืชสด ควรเลือกชนิดที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ควรปลูกก่อนการปักดำข้าวในระยะเวลาพอสมควรเพื่อให้ต้นปุ๋ยพืชสดมีช่วงการเจริญเติบโตเพียงพอที่จะผลิตมวลพืชสดได้มาก มีความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจนสูง และไถกลบต้นปุ๋ยพืชสดก่อนการปลูกข้าวตามกำหนดเวลา เช่น โสนอัฟริกัน (Sesbania rostrata) ควรปลูกก่อนปักดำข้าวประมาณ 70 วัน โดยใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ประมาณ 7 กิโลกรัมต่อไร่ หากจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสช่วยเร่งการเจริญเติบโต แนะนำให้ใช้หินฟอสเฟตบดละเอียด ใส่ในช่วงตอนเตรียมดินแล้วไถกลบต้นโสนขณะมีอายุประมาณ 50-55 วันหรือก่อนการปักดำข้าวประมาณ 15 วัน
การเตรียมปุ๋ยพืชสด
ปุ๋ยพืชสดได้จากการปลูกพืชบำรุงดินลงในพื้นที่ จากนั้นไถกลบเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารพืชลงในดิน ซึ่งโดยมากจะเป็นพืชตระกูลถั่ว
ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด
- เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุและธาตุไนโตรเจนให้แก่ดิน
- บำรุงรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน
- รักษาความชุ่มชื้นให้ดิน และช่วยให้ดินอุ้มน้ำดีขึ้น
- ลดการสูญเสียหน้าดินอันเกิดจากการชะล้าง
- ทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน
- ปราบวัชพืชบางชนิดได้
- กรดที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังช่วยละลายธาตุอาหาร ในดิน ให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น
- ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงลงได้บ้าง
- เพิ่มผลผลิตของพืชให้สูงขึ้น
2.3) การใช้อินทรีย์วัตถุบางอย่างทดแทนปุ๋ยเคมี
หากปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการความอุดมสมบูรณ์ของดินข้างต้นแล้วยังพบว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ไม่เพียงพอหรือขาดธาตุอาหารที่สำคัญบางชนิดไป สามารถนำอินทรียวัตถุจากธรรมชาติต่อไปนี้ทดแทนปุ๋ยเคมีบางชนิดได้ คือ
- แหล่งธาตุไนโตรเจน(N): เช่น แหนแดง สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว กากเมล็ดสะเดา เลือดสัตว์แห้ง กระดูกป่น เป็นต้น
- แหล่งธาตุฟอสฟอรัส(P): เช่น หินฟอสเฟต กระดูกป่น มูลไก่ มูลค้างคาว กากเมล็ดพืช ขี้เถ้าไม้ สาหร่ายทะเล เป็นต้น
- แหล่งธาตุโพแทสเซียม(K): เช่น ขี้เถ้า และหินปูน บางชนิด
- แหล่งธาตุแคลเซียม: เช่น ปูนขาว โดโลไมท์ เปลือกหอยป่น กระดูกป่น เป็นต้น
3) การปลูกพืชเพื่อป้องกันการปนเปื้อน จากภายนอกพื้นที
ปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วเพื่อเป็นแนวกันชน ป้องกันลมป้องกันแมลงศัตรูพืชและสารเคมีจากพื้นที่อื่น ได้แก่ กระถิน แคฝรั่ง ถั่วมะแฮะ และ หญ้าแฝก เป็นต้น
4) การควบคุมวัชพืช
หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดในการควบคุมวัชพืช แนะนำให้ควบคุมวัชพืชโดย วิธีกล เช่น การเตรียมดินที่เหมาะสม วิธีการทำนาโดยการปลูกแบบปักดำและใช้ระดับน้ำควบคุมวัชพืช การใช้วัสดุคลุมดิน การถอนด้วยมือ การใช้เครื่องมือช่วย รวมทั้งการปลูกพืชหมุนเวียน เป็นต้น
5) การเตรียมเพาะเมล็ดพันธุ์ข้าว
นำเมล็ดพันธุ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่มา แช่ในน้ำสะอาดนาน 1 คืน (ไม่เกิน 12 ชั่วโมง) หากนำเมล็ดแช่น้ำนานเกิน พบว่าทำให้ข้าวเน่าเสียหาย เพาะไม่งอกได้ แล้วนำขึ้นมาแช่ต่อในน้ำเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตราส่วนเชื้อสด 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ขยี้เอาเฉพาะสปอร์สีเขียว แช่นาน 30 นาที และนำไปบ่มต่อเป็นเวลา 2 คืน สามารถสั่งซื้อ ไตรโคเดอร์มาได้ที่ เพจนี้ https://www.facebook.com/profile.php?id=100057187641372
ข้อเเนะนำ
- ไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์เก่า หรือ เก็บไว้นานเกินไปจะทำให้อัตราการงอกลดลง
- เลือกซื้อเมล็ดพันธุ์ดี พันธุ์แท้ และผ่านมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เป็นที่น่าเชื่อถือ ได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตจำหน่าย เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์สูง สิ่งเจือปนต่ำ อัตราความงอกไม่น้อยกว่า 80 %
6) การปลูกแบบปักดำ
- เพื่อสะดวกในการดํานาก่อนการปักดํา 1 อาทิตย์ ควรปล่อยน้ำเข้าแปลงเพื่อให้ดินนุ่ม เมื่อจะปักดําอาจระบายน้ำออกให้เหลือ ประมาณ 10 ซม.
- ใช้ต้นกล้าข้าวไรซ์เบอร์รี่อายุประมาณ 21 วัน
- เมื่อปักดำต้องมีน้ำเพียงพอในแปลงนา คือประมาณ 10 ซม. แต่ไม่น้อยกว่า 5-7 ซม. และไม่เกิน 30 ซม. หรือสูงเกินต้นกล้าที่ปักดำอาจลอยน้ำได้
- ระยะห่างของการปักดำคือ 25x25 ซม. หรือ 30x30 ซม. ขึ้นอยู่กับพื้นที่ดินถ้าดินดีควรดำห่างเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นข้าวล้มทับกัน
- การจับต้นกล้าสําหรับปักดํา ถ้าเป็นต้นกล้าแก่ให้จับ 1-2 ต้น
- ควรปักดําให้รากจมดินประมาณ 2-3 ซม. ถ้าปักดําลึกจะทําให้ต้นข้าวแตกกอช้า แต่ถ้าปักดําตื้นต้นข้าวจะลอยน้ำ
- ขณะปักดำให้บีบดินระหว่างหัวแม่มือและนิ้วชี้ให้แน่น เพื่อให้ข้าวเกาะยึดติดกับดิน
- ควรปักดําให้เป็นแถว เพื่อง่ายต่อการดูแลและการกําจัดวัชพืช
7) การจัดการน้ำในแปลงนา
เพื่อควบคุมการให้น้ำอย่างพอเพียงสำหรับการปลูกข้าวและเพื่อป้องกันน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมีจากแปลงนาข้างเคียงเพื่อควบคุมวัชพืชและ ศัตรูข้าว
ขั้นตอนการจัดการ
- ควรทำคันดินให้มีความกว้างไม่น้อยกว่า 1 เมตร (วัดที่ฐาน) และสูงเกินกว่าระดับน้ำปกติ เพื่อป้องกันน้ำจากแปลงนาเคมีข้างเคียงที่จะไหลเข้ามาปนเปื้อน
- ควรปลูกไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นบนคันนา เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในไร่นาและป้องกันการปนเปื้อนสารเคมี
- ควบคุมระดับน้ำในระยะ 7 วันแรกหลังการปักดำ ให้มีความสูงเกือบท่วมต้นข้าว
- เมื่อข้าวเริ่มแตกกอให้ปล่อยน้ำเข้านาและรักษาระดับน้ำที่ 15-20 ซม. ถ้าน้ำสูงเกินไปต้นข้าวจะแตกกอไม่ดี
- เมื่อข้าวเริ่มตั้งท้องให้ระบายน้ำออกจากนา เหลือน้ำระดับเจอพื้น
- ในกรณีที่น้ำฝนไม่เพียงพอหรือต้องการแหล่งน้ำสำรอง ควรขุดบ่อน้ำกว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ลึก 3 เมตร (ใช้พื้นที่ประมาณ 2 งาน) ซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการทำนาได้ประมาณ 10 ไร่
- ถ้าน้ำในแปลงนามีน้อย (เจือพื้น) จะทำให้หญ้าเกิดขึ้นเร็วในพื้นที่นาน้ำฝน หากน้ำแห้งจะทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่หรือชะงักการเจริญเติบโต แต่ถ้าอยู่ในเขตชลประทานควรสูบน้ำเข้าแปลงทุก 7 วัน
8) การจัดการโรคและแมลงของข้าวอินทรีย์
หลักการสำคัญของการป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าวอินทรีย์มี ดังนี้
- ไม่ใช้สารสังเคราะห์ในการป้องกันกำจัดโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าวทุกชนิด
- การปฏิบัติด้านเขตกรรม เช่น การเตรียมแปลง กำหนดช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสม ใช้อัตราเมล็ดและระยะปลูกที่เหมาะสม ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสมดุลของธาตุอาหารพืช การ จัดการน้ำ เพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตดี สมบูรณ์และแข็งแรง สามารถลดการทำลายของโรคแมลงและสัตว์ศัตรูข้าวได้
- การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมกับการระบาดของโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว เช่น การกำจัดวัชพืช การกำจัดเศษซากพืชที่เป็นโรคโดยใช้ปูนขาว หรือกำมะถันผงที่ไม่ผ่านกระบวนการทางเคมี และ ควรปรับสภาพดินไม่ให้เหมาะสมกับการระบาดของโรค
- การรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ โดยส่งเสริมการเผยแพร่ขยายปริมาณของแมลงที่มีประโยชน์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน และศัตรูธรรมชาติ เพื่อช่วยควบคุมแมลงและสัตว์ศัตรูข้าว
- การปลูกพืชขับไล่แมลงบนคันนา เช่น ตะไคร้หอม และพืชชนิดอื่นๆ ที่มีกลิ่นฉุน
- หากมีความจำเป็นอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ใบแคฝรั่ง เป็นต้น
- ใช้วิธีกล เช่น ใช้แสงไฟล่อ กับดัก กาวเหนียว ฯลฯ
- ใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโคเดอร์มา บิวเวอเรีย บาซิลลัส เมทาไรเซียม เป็นต้น ในการป้องกันและกำจัดแมลง
9) การเก็บเกี่ยวข้าว
เมื่อดอกข้าวบานและมีการผสมเกสรแล้วหนึ่งสัปดาห์ ภายในจะเริ่มเป็นแป้งเหลวสีขาวในสัปดาห์ที่สองแป้งเหลวนั้นก็จะแห้งกลายเป็นแป้งค่อนข้างแข็ง และในสัปดาห์ที่สามแป้งก็จะแข็งตัวมากยิ่งขึ้นเป็น รูปร่างของเมล็ดข้าวกล้อง แต่ข้าวจะเก็บเกี่ยวได้ในสัปดาห์ที่สี่นับจากวันที่ผสมเกสร จึงเป็นที่เชื่อถือได้ว่า เมล็ดข้าวจะแก่พร้อมเก็บเกี่ยวได้หลังจากออกดอกแล้วประมาณ 28-30 วัน
10) การตากข้าวและการจัดเก็บผลผลิต
หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ควรนำมาตากบนลานตากข้าวเพื่อทำการลดความชื้นในเมล็ดข้าวให้ลดลงเหลือประมาณ 13 เปอร์เซ็นต์ หรือตากแดดประมาณ 3-5 แดด โดยในการตากข้าวควรให้เมล็ดข้าวโดนแดดอย่างทั่วถึงกัน แล้วทำการสุ่มวัดความชื้นอย่างทั่วถึง จึงนำมาบรรจุกระสอบจากนั้นให้นำกระสอบข้าวที่บรรจุเรียบร้อยแล้วเก็บในสถานที่ๆ สะอาดปิดมิดชิดแยกจากข้าวขาว หรือข้าวชนิดอื่นๆ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน






